ปัญหาใหญ่ของผู้หญิงก็คือ ไม่รู้ว่าผู้ชายที่มาสนใจเราเป็นคนดีจริงหรือไม่ จะมีหลักในการสังเกตอย่างไรดีไม่ให้เกิดความผิดหวังในอนาคต
ก่อนอื่นคงต้องสำรวจใจตัวเองดูก่อนว่าสนใจเขามากน้อยแค่ไหน ถ้าสนใจเขามาก อยากรู้จักกับเขาจริง ๆ ด้วยความที่เขาเป็นคนหน้าตาดี สุภาพเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน เหมือนคนที่ใฝ่ฝันถึงอยู่ จิตใจอาจจะไขว้เขวเอนเอียง มีโอกาสให้คะแนนเขาง่าย ๆ และมองข้ามข้อเสียข้อบกพร่องของเขาไปหมด เข้าทำนอง “ความรักทำให้ตาบอด” โอกาสที่จะเห็นตัวจริงของเขาก็จะยาก ถ้าเรามีใจให้กับเขาอยู่แล้ว ต้องพยายามปรับใจให้เป็นกลาง พยายามคิดไว้เสมอว่า คนเราทุกคนย่อมต้องมีข้อดีข้อเสีย ไม่มีใครที่สมบูรณ์พร้อม คนที่ดีคือคนที่มีข้อเสียน้อย และมีความพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ การพยายามหาข้อดีข้อเสียของคนเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน และเรียนรู้จากการคบเพื่อน จากการรู้จักเพื่อนต่างเพศ แล้วหัดสังเกต วิเคราะห์ หากมีการพูดคุยปรึกษาหารือกันในหมู่เพื่อน หรือปรึกษากับพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ ได้ฟังความคิดเห็นของหลาย ๆ คน จะเกิดการเรียนรู้ที่จะแยกแยะคนได้แม่นยำขึ้น
เมื่อสนใจเพื่อนต่างเพศ อาจจะมองเห็นแต่ข้อดีของเขา เนื่องจากอารมณ์ของเราเป็นอารมณ์ดี มีความสุข การมองโลกในขณะนั้นก็จะเป็นสุข เป็นเรื่องดีไปหมดเหมือนกัน บางคนมองเขาดีเลิศจนเกินความเป็นจริง เลยมองข้ามข้อเสียของเขาไป เมื่อแต่งงานอยู่ด้วยกันไปก็จะเห็นข้อเสียของเขามากขึ้น ๆ จนในที่สุดเกิดปัญหาขัดแย้งกัน และลงเอยด้วยการแยกทาง หรือหย่าร้างกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่ได้มีการศึกษากันให้ดี ให้เห็นถึงความเป็นตัวของตัวเองของเขาจริง ๆ
อีกประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่สนใจกันใหม่ ๆ นั้นต่างฝ่ายต่างก็พยายามทำตัวดี เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งสนใจและพอใจมีการปิดบังซ่อนเร้นข้อเสียของตนเองไว้ เมื่อคบกันไปนาน ๆ เวลาเผลอตัวก็อาจแสดงตัวตนจริง ๆ ออกมาให้เห็นได้ และเมื่ออยู่กันด้วยกันเกิดความชินชาเป็นกันเองมาก ๆ ก็ค่อยแสดงนิสัยดั้งเดิมที่ปกปิดไว้ออกมา ส่วนใหญ่สิ่งที่ซ่อนไว้ก็มักจะเป็นเรื่องไม่ดี เช่น ดื่มเหล้า เจ้าชู้ เล่นการพนัน เอาแต่ใจตัวเอง เวลาโมโหชอบทำร้าย เป็นต้น
การที่จะรู้ว่าเพื่อนต่างเพศที่เราสนใจนั้นมีธาตุแท้เป็นอย่างไร เป็นเรื่องยากแต่ก็มีหลักการใช้ในการพิจารณา ดังนี้
ถ้าเพื่อนของเรา แสดงอารมณ์หรือรู้สึกรุนแรง ขาดการยับยั้ง ขาดการไตร่ตรอง หรือเรียกร้องจะเอาให้ได้ตามใจตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฟังเหตุผลของเราเลย แบบนี้ควรคบกันห่าง ๆ ดีกว่า เพราะถ้ายิ่งสนิทกันมากขึ้น เราจะต้องเป็นฝ่ายเดือดร้อนเอาใจเขาฝ่ายเดียว ในที่สุดเราเองจะเป็นฝ่ายทนไม่ไหว
คงต้องดูต่อไปด้วยว่า นอกจากเขาจะคิดวางแผนเป็นแล้ว เขามีความพยายามที่จะทำให้สำเร็จผลตามแผนที่เขาวางไว้หรือไม่ บางคนเก่งแต่คิดพอทำแล้วไม่ได้เรื่องแบบนี้ต้องคบห่าง ๆ จะดีกว่า คนบางคนเป็นคนขี้คุย เวลาให้ทำจริง ๆ อาจทำไม่ได้ การที่เขาทำได้จริงตามคำพูด แสดงถึงความรับผิดชอบ ความหนักแน่น และความอุตสาหะ อดทนหลายอย่าง ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติที่ดีของคนที่เราต้องการจะเป็นแฟนด้วย เรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการสังเกตด้วยเหมือนกัน
ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว เกิดจากสามีหรือภรรยา ที่มีสภาพ 4 ประการคือ
ซึ่งลักษณะ 4 ประการนี้ สามารถสังเกตได้ในตัวเพื่อนที่คบกัน ลองดูว่าเขามีแนวโน้มจะเป็นประการใดบ้าง เขาชอบใช้บุหรี่ เหล้า หรือยากล่อมประสาทตัวใดหรือไม่ เขาชอบจีบผู้หญิง หรือแสดงความสนใจให้ความหวังกับคนอื่น ๆ ในฐานะแฟนพร้อม ๆ กันหลายคนหรือไม่ เขาสนใจการพนันบ้างหรือไม่ บางครั้งลองถามถึงทัศนคติที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ก็จะได้แนวคิดของเขาเช่น กัน
ปัญหาเรื่องทัศนคติที่ไม่ตรงกัน เป็นเรื่องที่พบได้เสมอเนื่องจากคนเรานั้นไม่เหมือนกัน จึงควรรู้จักเขาให้ดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร ความไม่เหมือนกันนั้นเป็นอุปสรรคมากน้อยเพียงใด จะปรับเข้าหากันได้หรือไม่ และจะอดทนกับสิ่งที่ไม่เหมือนกันนี้ได้หรือไม่
คุณสมบัติ 10 ประการนี้ ลองฝึกสังเกตในหมู่เพื่อน ๆ บ่อย ๆ ก็จะเก่งในการวิเคราะห์คน คนที่มีลักษณะเพียบพร้อมดีไปหมดนั้นอาจพบไม่มาก แต่ถ้าได้พบและรู้จักคบด้วย จะได้ประโยชน์ต่อตัวเองเพราะจะได้เรียนรู้และถ่ายทอดสิ่งดี ๆ มาจากเขา ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น
การจะมองให้เห็นนิสัยใจคอคนได้ดีนั้น มีหลักดังนี้
ประการแรก เพื่อน ลองสังเกตเพื่อน ๆ ของเขาดู คนเรามีลักษณะอย่างไร ดูได้จากเพื่อน ดังนี้
ประการที่สอง พ่อแม่ ถ้าได้มีโอกาสรู้จักครอบครัวของเขา ก็จะได้เรียนรู้ รู้จักเขามากขึ้น นั่นคือจะได้ทราบว่าเขาได้รับการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนมาอย่างไร มีความอบอุ่นในชีวิตคอรบครัวดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสุขภาพจิต และพัฒนาการบุคลิกภาพของเขามาตั้งแต่เด็ก ลักษณะนิสัยใจคอและพฤติกรรมบางอย่างถ่ายทอดกันได้จากพันธุกรรม และการเรียนรู้ เข้าลักษณะ “ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น” ยกตัวอย่างเช่น เด็กผู้ชายที่มีพ่อแม่ติดเหล้า มักจะติดเหล้าและยาเสพติดด้วย เด็กที่มีพ่อแม่ชอบดุด่า เฆี่ยนตีรุนแรง เวลามีลูกตัวเองก็อาจทำโทษลูกรุนแรงเหมือนกัน เด็กที่ชีวิตขาดความอบอุ่น มักจะแสวงหาความรัก ความอบอุ่นจากภายนอก เมื่อถึงวัยรุ่นอาจจะขาดความยั้งคิดพิจารณาที่ดี ได้แฟนไม่เหมาะสมได้ง่าย
ถ้าจะมีแฟนคงต้องหาโอกาสไปทำความรู้จักกับครอบครัวเขาด้วย นอกจากจะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้นิสัยใจคอเขามากขึ้นแล้ว ยังทำให้เป็นที่รู้จักของครอบครัวเขาด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นที่เปิดเผย และควรเปิดโอกาสให้เขาได้รู้จักครอบครัวของเราด้วยเหมือนกัน การที่ผู้ใหญ่ได้รู้จักเขา ก็จะช่วยให้ข้อคิดเห็น ช่วยมองเขาในสายตาของผู้ใหญ่ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า ท่านอาจให้คำแนะนำตักเตือนหรือข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อเราด้วย
ประการที่สาม เวลา ในการคบกันให้รู้จักเขามากนั้น คงต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาเขาพอสมควร เพราะในระยะแรก ๆ นั้น คนเราอาจพยายามจะทำดีต่อกัน พยายามปกปิดข้อเสียและจุดอ่อนของตน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ธรรมชาติ และธาตุแท้ของเขาจะค่อยโผล่ออกมาให้เห็นทีละน้อย โดยปกติ 1-2 ปีแรกของการคบกันนั้น มักจะเห็นแต่สิ่งที่ดีในตัวเขา ปีที่ 3 - 5 จะเห็นข้อเสียเขาบ้าง และถ้าเลย 5 ปีขึ้นไป ก็จะเห็น “ตัวจริง” ของเขามากขึ้น
ดังนั้น จึงควรคบกันนาน ๆ อย่างน้อย 5 ปี เพื่อจะได้ “รู้จัก” เขาจริง ๆ ถ้าจะตกลงใจร่วมชีวิตกับใคร เราคงต้องการความมั่นใจว่ารู้จักเขาดีพอแล้ว เวลา 5 ปี ที่รู้จักกันก่อนก็มีความเหมาะสมมาก เพราะจะได้เตรียมตัวเตรียมใจได้ล่วงหน้า ถ้าพบข้อบกพร่อง ข้อที่ไม่ถูกใจก่อน ลองสำรวจใจตัวเองดูว่าจะสามารถ
ยอมรับข้อเสียนั้น ๆ ได้หรือไม่ อย่าคิดว่าจะเปลี่ยนนิสัยของเขาได้เพราะเป็นไปได้ยาก ถึงแม้เขาจะพยายามเปลี่ยนก็จริงแต่ก็เปลี่ยนได้ไม่นาน
ถึงแม้จะคบกันเป็นเวลาหลาย ๆ ปี นิสัยบางอย่างก็ยังอาจถูกปกปิดไว้ได้ สังเกตจากในชีวิตจริงของครอบครัว สามีภรรยาที่แต่งงานกัน มักจะมีปัญหาในปีที่ 7 หลังจากแต่งงาน เรียกว่า ระยะคันปีที่ 7 นั่นคือส่วนมากพอถึงปีที่ 7 ต่างก็จะเห็น “ธาตุแท้” ของกันและกัน จะทนกันได้หรือไม่ จะยอมรับข้อบกพร่องของกันได้หรือไม่ก็จะเห็นได้ในปีนี้ ถ้าผ่านพ้นปีนี้ไปได้ด้วยดีแสดงว่ามีการปรับตัวเข้าหากันได้ ชีวิตคู่ก็มักจะยืดยาวต่อไป
สำหรับ วัยรุ่นคิดว่า ถ้าจะใช้เวลา 7 ปี สำหรับการศึกษากัน ก่อนจะตกลงปลงใจแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยาก็มีเหตุผลดี อย่างน้อยก็อาจได้เห็นนิสัยใจคอที่แท้จริงของเขา และเมื่อถึงตอนนั้น คงจะมีอายุมากพอที่จะใช้วิจารณญาณได้ดี นั่นคือ อายุ 20 ปี ขึ้นไปนั่นเอง